มาดูเหตุผลคลาสิค เวลาพนักงานบอกจะลาออกกัน >.<

:: หน้าแรกบทความ › มาดูเหตุผลคลาสิค เวลาพนักงานบอกจะลาออกกัน >.<

หลังจากโดนบอกพนักงานบอกเลิกหลังรับเงินเดือน (*ยิ่งกว่าแฟนอีก บอกเลิกยังมีสัญญาณเตือน มีงอนมีง้อ )
กลับมานั่งคิด เอ มันเป็นเพราะอะไร
- เงินน้อยไป? เราก็ให้ตามที่เขียนมา พอพ้นโปรขึ้นให้ทันทีอีก 1000
- สภาพที่ทำงาน? เอ  มันก็กว้างขวางมาก อากาศก็เย็น พนักงานก็เยอะสาวๆ ก็ตรึมเกือบๆ 50 คน
- งานโหดเหรอ? เอ  ก็เข้างานตั้ง 9 โมง กลัวรถติดกันเลยเริ่มสายหน่อย เลิก 6 โมงเย็น
  งานเสร็จไม่มีไร ก็กลับ 6 โมงเศษๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร
- มีห้องให้นั่งพัก มีตู้เย็น มาม่า เผื่ออีก ไมโครเวฟ
- หัวหน้าลูกน้อง ก็คุยกันได้หมด เจ้าของก็ให้คุยโดยตรงได้
- เขียนไม่ได้ก็มีแนะให้ บอกให้หมด คิดให้อีก เหลือแต่ Key และทดสอบ
- เอกสารก็มีแผนกวิเคราะห์ทำให้อีก
- สัญญาก็ไม่เขียน เพราะว่าทำงานด้วยกันไม่อยากให้ต้องมาซีเรียสมาก
*เท่านี้ยังไม่พออีกเหรอ   

ซ้ำร้ายโดนบอกเหตุผลลาออกเนี่ย มาดูกัน ผมโดนอะไรมาบ้าง 
- ที่บ้านบอกไม่อยากให้กลับดึก (*ก็ไม่ได้กลับดึกทุกวัน ก็วันที่กลับดึกแกเองที่ทำช้า แล้วต้องอยู่เอง แถมวันนัดงานให้กำหนดเองด้วย จะเอาอะไรกะฉัน )
- อันนี้เงียบหายไปเลย โทรไปก็ไม่รับหลังจากรับเงิน โทรแล้วโทรอีกทั้งวันก็ไม่รับ ต้องเอาเบอร์คนอื่นโทรถึงรับ แล้วพอได้ยินกดวางหูซะงั้น
- อันนี้สิ งงๆ บอกผมมีความสามารถไม่พอ ผมทำไม่ไหวแล้ว ผมเลยออก (แล้วไม่ออกตั้งแต่เริ่มไม่กี่วัน รอได้เงินค่อยออก มัน 18 มงกุฏนี่นา )
- อีกอันนี้เจ็บใจ บอกว่าพึ่งออกมาเห็นรับก็เลยคว้าไว้ก่อน มาทำงั้นๆ พอเอาเงินเดือน 1 เดือน แล้วก็ที่เพื่อนอยู่อีกที่รับและ อยากไปทำกะเพื่อน
  เคสนี้อยากตืบจริงๆ ต้องสอนงานทั้งเดือน ค่อยมาบอกตอนออก แบบหลอกเอาตังว่างั้น  รู้สึกตัวโง่ขึ้นหัว
- อันนี้คลาสิคมากๆ จะไปเรียนต่อปริญญาโท อืม อันนี้เข้าใจใฝ่เรียนก็พอรับได้ แต่มันคือข้ออ้างให้ดูดีหรือเปล่า ปกติไปเจอพวกนี้ข้างนอก
  อุตส่าห์ทักเป็นไงบ้างเรียนถึงไหนแล้ว ย้อนกลับบอกว่า อืมไม่ได้เรียนและครับ คิดว่าทำงานก่อนดีกว่า  แล้วออกทำม๊ายๆๆๆๆๆ
- อีกเคสบอกว่า ที่บ้านพ่อแม่ไม่สบายให้กลับไปช่วยงานที่บ้านต่างจังหวัด กิจการครอบครัวว่างั้น อืม... ก็คิดเป็นลูกกตัญญูเราต้องปล่อยไป
  และแล้ว ทำไมผมดวงดีอย่างนี้เนี่ย เจอพวกที่ออกไปตลอด  มาทำอยู่ถัดไปสองสถานีรถไฟฟ้า ถามอ้าวไม่ช่วยพ่อแม่ต่างจังหวัดแล้วเหรอนิ
  ตอบกลับมาได้แจ่มมากว่า อ๋อ... พอออกปุ๊บ พ่อแม่หายทันทีเลย แล้วมันก็วิ่งจู๊ด หายไปจากชีวิตผม
- อันนี้ก็แจ่ม กล้ามากๆ บอกว่า เงินเดือนที่ให้ไม่เท่ากับงานที่เขาทำ เขาควรได้มากกว่านี้ โอ้ๆๆๆ ก็ให้เงินเดือนตามที่ขอมาแต่แรก
  แถมมีขึ้นให้อีกเกือบเดือนต่อเดือน มากบ้างน้อยบ้าง ยังไม่พออีกเหรอ เขาบอกเพื่อนเขารุ่นเดียวกันได้มากกว่านี้อีก เลยย้อนถามไปว่า
  งั้นเอางี้ ถามหน่อยเดือนนี้คุณทำอะไรให้บริษัทบ้างว่ามาเลย ทีละรายการ ซักพักนิ่งๆไป  เอ่อ ผมทำ เอ่อ.... อ้าว ยังไม่เสร็จเลยนี่หว่า
  กรรมจริงๆ ท้ายสุด ก็รับเงินแล้วก็ออก ไปสมัครบริษัทที่เพื่อนอยู่ ทิ้งงานที่ไม่เสร็จไว้เช่นเคย
- ลาออกไปแต่งงาน อืม อันนี้ก็ต้องให้เขาไป จะไปมีชีวิตเป็นคุณนายนิ ทำไงได้  กรรมจริงๆ ออกไปเจอข้างนอกตอน 9 โมงกว่าๆ
  ว่าจะไปหาลูกค้า ดันเจอตรงสถานีรถไฟฟ้าซะอีก ก็เลยถามเป็นไงบ้าง แต่งงานแล้วสบายดีไหม และได้คำตอบกลับมา... คือ...หนูเลิกกับเขาแล้วค่ะ
  แล้วก็วิ่งเข้ารถไฟฟ้า หนีไปอีกทาง
- อีกอันออกเพราะเพื่อนๆ เพื่อนออกออกบ้าง ญาติออก ออกบ้าง แบบโดมิโน่ ประมาณว่าบริษัทไหนรับต้องรับเป็นแพค ถ้าจะออกก็จะออกหมด
  ทำแบบตัวติดกัน แล้วก็เป็นการการันตี ไม่ถูกไล่ออกแน่ แต่ตัวเองจะออกยังไงก็ได้ เพราะทำงานก็ทำร่วมกัน ไม่มีใครรู้เรื่องงานนอกจากกลุ่มเขา
  (ปัจจุบัน แก้ไขปัญหาพวกวงเดียวกัน ด้วยการจับแยกวงไว้คนละงานที่ไม่เกี่ยวกัน )
- อันนี้ก็แจ๋ว เหตุผลสุดยอด  บอกว่า การทำงานแบบเข้า 9 โมง เลิก 6 โมง เย็น มันไม่ใช่สไตล์ผม ทำแบบนี้มาก็ปีกว่า ก็ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นกะชีวิต
  ว่าเข้าไปนั่น บอกว่าอยากทำงานที่เข้าสายๆ เลิกเร็วๆ งานไม่หนัก เงินเยอะๆ    เลยบอกไปเลยโอเค งั้นพรุ่งนี้ไม่ต้องมาไปเลยไป ชิ่วๆ
  พูดออกมาได้...
- อันนี้พูดดีอีกราย บอกว่าผมออกเพราะจะไปเปิดธุรกิจร้านอินเตอร์เน็ต โอ้....ดีมากไม่ขวางคนก้าวหน้าครับ  ก็ให้ออกแต่โดยดี แต่แล้ว...
  เจออีกแล้วครับพี่น้อง  รถไฟฟ้าอีกเช่นเคย (*ผมว่ากรุงเทพแคบทันทีเมื่อมีรถไฟฟ้า เดินเจอกันง่ายจริงๆ ) อันนี้ใกล้กว่า มาทำงานซอยข้างๆ
  บังเอิญผมนั่ง อ้าวตรงข้ามหันหน้าหากันพอดี อุ๊ย เจ้าของร้านเน็ตคนใหม่ เลยว่าจะถาม ให้ตาย หันหน้าหลบ มันจะหลบไปไหนได้นี่ ว่าแล้วก็จะทัก
  ประตูเปิด วิ่งหนีผมไปอีกแย้วๆๆๆ.....

เล่าไม่หมด มีอีกต่างๆนาๆ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ ถ้าพูดตรงๆ ผมรับได้อยู่และ แต่ไหงต้องปั้นน้ำเป็นตัว โกหก ข้างๆ คูๆ อืม แต่มานึกอีกที
เวลาจะรับเข้ามา ถามว่าทำได้ไหม ตอบเป็นนกแก้วนกขุนทอง "ทำได้ครับ ค่ะ" ขยันไหมขยันสุดๆ
เอาเข้าจริงก็รู้ๆ กันเป็นไง 
ปล. เมื่อก่อนยังเจอไม่เยอะมาก เดี๋ยวนี้ช่วง 2-3 ปีหลังคนรุ่นใหม่เป็นแบบนี้เยอะมากๆ คนรุ่นก่อนๆ ยังไม่เป็นหนักเท่านี้เลย
นี่หรือวิวัฒนาการของคนไทยรุ่นใหม่ อยากจะสลบ 

คัดลอกมาจาก http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,76978.0.html

Posted by administrator Tel. เปิดดู 1560 ครั้ง